Howto

Handmade กับ CG

posted on 09 Apr 2009 01:46 by ares  in Howto

ว่ากันว่าเอนทรี่นี้ย๊าว ยาววว ดังนั้นขอแปะรูปก่อนร่าย

http://i7.photobucket.com/albums/y259/Racharil/Rajaburi/felobowblo.jpg

http://krimsonblood.deviantart.com/art/UM-Felo-Bow-and-Wings-118543817

ขึ้นหัวว่า Handmade กับ CG แต่แปะงาน CG ซะหรา เอ๊ะยังไง

เมื่อวานคุยกับน้องคนหนึ่งทางเอ็ม เป็นคนวาดรูปเหมือนกันนี่ล่ะค่ะ

งานน้องเขาส่วนใหญ่เป็นแฮนด์เมด ออกไปทางงานจิตรกรรม
(แล้วโคจรมาเจอกับอีนี่ที่แทบจะ CG ล้วนได้ไงอันนี้ก็ยังมึนอยู่ กร๊ากก)

น้อง : "มีที่ไหนเปิดรับนักวาดอยู่รึเปล่าครับ?"

อื่ม ถามหางานนี่เอง จัดให้

เราก็แนะนำ Devacurse กับ Token Strike ไป
เพราะเห็นว่าการ์ดสองตัวนี้ภาพออกแนวเรียลลิส(แต่ Token จะ SD กว่า)

ประกอบกับเพิ่งมีประกาศรับนักวาดในบอร์ดไอเท็มไปเมื่อไม่นานมานี้
น่าจะยังสามารถเข้าไปเริ่มเดบิวได้ง่ายหน่อย

น้อง : "เขารับแฮนด์เมดรึเปล่าครับพี่"
เรา : "อื่ม ไม่แน่ใจ ต้องลองคุยกับทางนั้นดูนะ...แล้วเราไม่คิดลองทำ CG บ้างเหรอ =w=+"
น้อง : "555 ทำแล้วพี่ แต่ยังไม่ไปไหนเลย ถามกลับบ้าง พี่ไม่คิดลองทำแฮนด์เมดบ้างเหรอ"
เรา : "ก็ทำบ้างนะ แต่ไม่มาก ไม่ค่อยมีเวลา =w="

น้องเขาเป็นคนที่จัดว่าฝีมือดีมาก แต่ยังไม่เก่ง CG
ในขณะที่สมัยนี้การทำงาน แก้งาน ส่งงาน ต้องผ่านคอมพิวเตอร์หมด
เพราะเหตุผลด้านความสะดวกรวดเร็ว ในหลายๆครั้งแฮนด์เมดเลยถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย 
เราเสียดายน้องเขาก็ตรงนี้แหละค่ะ ก็หวังว่าเขาจะสามารถพัฒนาฝีมือด้าน CG ให้เก่งได้ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ - -"

ถามว่างานแฮนด์เมดกับ CG แบบไหนดีกว่ากัน
ประเด็นนี้ถ้าจะเถียงแบบตัดสินฉับไปเลย สามวันแปดวันก็ไม่จบค่ะ

ในความคิดเรา มันดีกันคนละด้านนะ
แฮนด์เมด เป็นงานที่ให้ความรู้สึกในเชิงคุณค่ามากกว่า CG แน่นอน
มีชิ้นเดียวในโลก จับต้องได้ ทำซ้ำไม่ได้(ยกเว้นงานภาพพิมพ์) คุณภาพสูง มีเสน่ห์เฉพาะตัว

แต่ข้อเสียคือเรื่องสถานที่เก็บและการขนย้าย(หากเป็นงานขนาดใหญ่) รวมทั้งค่าอุปกรณ์+สี
และความล่าช้าในการแก้และส่งงาน หากไม่ทำแบบเทคเดียวผ่าน แฮนด์เมดมักจะมีปัญหาในการแก้ค่ะ

CG ดีในด้านความสะดวกสบาย แก้ง่าย ปรับง่าย ยืดหยุ่นสูง เอาไปทำอะไรต่อได้ง่ายและเร็ว
แต่มีข้อจำกัดสูง ทั้งความละเอียด ขนาด และค่าสี(ยิ่งตอนปรับ RGB เป็น CMYK อุแม่จ้าว)

หากไม่ปริ้นท์ออกมา ตัวงานจริงๆก็เป็นแค่ไฟล์คอมพิวเตอร์ไฟล์หนึ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้
เกิดอะไรขึ้นมาก็มีโอกาสที่ไฟล์จะพัง ซึ่งเท่ากับ งานโดนทำลายแบบเอากลับมาไม่ได้

แล้วถ้าจะฝึก ควรเริ่มฝึกจากอะไรดี

จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ต้องเข้าใจสิ่งเก่าๆให้แจ่มแจ้งก่อน

สังเกตมั้ยคะว่าเด็กติวเข้าทางศิลป์ทั้งหลายเขาติวอะไรกันบ้าง
ทฤษฏี วาดเส้น การลงสี ทุกอย่างเริ่มจากแฮนด์เมด ยังไม่เคยเห็นที่ไหนติว CG ค่ะ

ทำไมถึงต้องเริ่มแฮนด์เมด ตอบง่ายๆว่าเพราะเวลาสอบเข้าก็ต้องแฮนด์เมด
แล้วทำไมสอบเข้าถึงต้องแฮนด์เมด เหตผลที่หนึ่งเลยคือมันวัดพื้นฐานค่ะ

เนื่องจากการทำงานแฮนด์เมดนั้นมีรายละเอียดยิบย่อยเยอะ
ทั้งน้ำหนักมือ ความแหลมของดินสอ พื้นผิวกระดาษ ปริมาณน้ำกับเนื้อสี คุณภาพของขนพู่กัน
การดูุดซับของกระดาษ สีที่เจือในน้ำล้าง ความแห้งเปียกของพู่กัน ความหมาดของสี
อีกยิบย่อยล้านแปดค่ะ ทุกอย่างมีผลกับงานที่จะออกมาทั้งสิ้น

สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่คนทำงานด้านนี้ควรรู้ ไล่ดูอาจจะเยอะ แต่เชื่อรึเปล่าคะ
การทำงานแฮนด์เมดทำให้เราเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องท่องจำด้วยซ้ำ
เราสามารถเรียนรู้ได้เองผ่านสิ่งที่เรียกว่าการทดลองและประสบการณ์ค่ะ

หลายคนข้ามขั้น เริ่มต้นฝึกจาก CG เลยทั้งที่ขาดความเข้าใจพื้นฐาน
โดยให้เหตผลว่า CG มันง่ายดีไม่ต้องไปหาซื้ออุปกรณ์ให้วุ่นวาย

ใช่ค่ะ CG มันสำเร็จรูป มีทุกอย่างพร้อมสรรพ
แต่มันก็มีการตั้งค่ายิบย่อยที่จำลองการทำแฮนด์เมดทั้งสิ้น

หากมองกันจริงๆแล้วจะพบว่าโปรแกรมสำหรับเพ้นท์หลายตัวสูงสุดคืนสู่สามัญ
คือพยายามจำลองการเพ้นท์ด้วยพู่กันออกมาให้เหมือนที่สุดเท่าที่จะทำได้
(ไม่นับ Photoshop เพราะนั่นจุดประสงค์หลักคือแต่งภาพ)

แล้วการเริ่มต้นท่ามกลางอุปกรณ์ครบถ้วน สีครบทุกสี มันจะดีเหรอคะ?

คิดง่ายๆเหมือนให้เราไปนั่งท่ามกลางห้องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์วาดรูปทุกชนิด
ทั้งสีไม้ สีน้ำ สีน้ำมั้น อะครีลิค สีชอล์ค สีโปสเตอร์ พู่กันทุกหัว ทุกแบบ มีแคนวาสกางให้พร้อม

แต่เราไม่รู้วิธีใช้เลยแม้แต่น้อย
ผลจะออกมาเป็นยังไงหลายคนก็น่าจะพอนึกภาพออก = ="

นั่นล่ะค่ะ ขาดความเข้าใจ แล้วโดดข้ามไปแอดวานซ์เลย ตรงนี้เราว่าไม่ถูกค่ะ

หลายๆครั้งที่มีน้องๆมาขอคำแนะนำเรื่อง CG สิ่งที่เราพ่วงท้ายเสมอเลยคือ
"ลองศึกษาเรื่องพื้นฐานเพิ่มเติม" จะพื้นฐานเรื่องอะไรนั้น แล้วแต่คนค่ะ
บางคนก็เรื่องสี บางคนเรื่องสัดส่วน บางคนเรื่องทิศทางแสงเงา

แฮนด์เมด เรียนรู้ CG เพื่อช่วยให้ทำงานได้สะดวกกว้างขวาง ทุ่นแรงและประหยัดเวลามากขึ้น
ในขณะเดียวกันคนทำ CG เรียนรู้แฮนด์เมดเพื่อเสริมความเข้าใจเพิ่มประสิทธิภาพงานค่ะ

ถามว่าผลงานแบบไหนภูมิใจกว่ากัน
สำหรับเรา ไม่ว่าแฮนด์เมดหรือ CG ก็ภูมิใจค่ะ

เพราะมันคืองานที่เกิดจากฝีมือของเราเองประคับประคองจนสำเร็จออกมาได้

ผลงานใคร ใครก็ภูมิใจค่ะ

-------------------------------------------------------------------------------------------------

เอนทรี่ที่แล้วสอนให้รู้ว่า ผีบลอกเยอะมาก
ยอดวิวกับคอมเม้นต่างกันจนน่าหนักใจ =w="

ออกมาแสดงตัวกันได้นะฮร้า อีนี่ไม่กัดฮ่า

ใครอยากจะสาดก็สาดเลยนะเคอะ ตอนนี้อีนี่เซ็งเป็ดในหลายเรื่องมากๆ
เซ็งเสื้อแดงปิดล้อมบ้านป๋า บังหน้าร้านพ่อ พ่อทำงานไม่ได้(ถึงวันไหนไม่รู้)

เซ็งจะข้ามจากฝั่งธนไปไหนก็ไม่ได้ แล้วยังทำให้พลาดไปงานพัดที่เซ็นทรัลเวิลด์วันสุดท้าย!!
อดดูงานเจ๊เออีก แง่ง เซ็งค่ะ อยากเปียกแก้เซ็ง(เกี่ยวกันรึ =w=")

[How to] ทำ Another Dimension ด้วย Warp Transform

posted on 06 Feb 2009 17:51 by ares  in Howto

มีคนถามกันมากกับวิธีการทำฉากหลังของภาพนี้

http://i7.photobucket.com/albums/y259/Racharil/Rajaburi/as_signalblo.jpg

จริงๆมันไม่ยากอะไรค่ะ เป็นการใช้ warp transform ธรรมดา  เพีนงแต่หลายคนอาจยังไม่รู้จักคำสั่งนี้
ดังนั้นเราจะสอนการทำเอฟเฟคแบบ Another Dimension กันนะเคอะ
สิ่งที่ต้องมีก็คือ Adobe Photoshop CS2 ค่ะ

ก่อนอื่นต้องมีลายตาข่ายก่อนค่ะ โดยเส้นตาข่ายต้องแยกเลเยอร์ไว้ต่างหากกับพื้นขาว
จะหามาหรือทำเองก็ได้ อันนี้เราทำเองเพื่อที่จะได้ลายตาข่ายที่มีความละเอียด 300 dpi
เท่ากับภาพที่เราจะทำเพื่อไม่ให้ลายแตกเวลาขยายมากๆ

copy เส้นตาข่ายลงมาวางไว้บนภาพที่เราต้องการ
แล้วไปที่ Image>Adjustment>Brightness & Contrast ปรับให้สุดเลยค่ะ
จากเส้นสีดำจะกลายเป็นเส้นสีขาวแทน

ไปที่ Edit>Transform>Distort เพื่อปรับขนาดของตารางค่ะ

คุณสมบัติพิเศษของ Distort คือมุมทั้งสี่สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งได้อย่างอิสระไม่มีข้อจำกัดใดๆค่ะ

แล้วก็มาถึงทีเด็ดของเราค่ะ เมื่อdistort จนได้รูปร่างที่เราต้องการแล้วอย่าเพิ่งกดenter
ให้ไปที่ edit>transform>warp จะเกิดจุดตามภาพ 

คุณสมบัติสุดพิเศษของ warp คือ เราสามารถ transform แบบดัดโค้งได้ค่ะพี่น้อง
ซึ่งคำสั่งนี้มีใน Photoshop CS2 ขึ้นไปเท่านั้น CS หรือเวอร์ชั่นต่ำกว่านั้นไม่มีให้ค่ะ
แล้วเราก็ดัดๆดึงๆจนกว่าจะได้โค้งแบบที่ต้องการ

กด enter แล้วจะได้ออกมาฉะนี้ค่ะ
แล้วทำไงให้มันเรืองแสง? กดเครื่องหมาย f สีม่วง ตรงใต้หน้าต่างเลเยอร์
แล้วเลือก Outer Glow ค่ะ

จะมีหน้าต่างตั้งค่าขึ้นมา ตรงนี้แนะนำให้ลองเล่นดูค่ะ

กดตกลง รู้สึกว่าเส้นจะสว่างไป ปรับ Layer Mode เป็น Overlay แล้วลด Opacity เหลือซัก 60 

เกี่ยวกับ layer style และ Layer Mode อ่านเพิ่มเติมได้ตามลิ้งค์ค่ะ
http://ares.exteen.com/20071014/howto-layer-mode

http://s7.photobucket.com/albums/y259/Racharil/Rajaburi/signal__0000_Layer10.jpg

ลบส่วนที่ไม่ต้องการทิ้ง เป็นอันจบพิธีค่ะ

หรือหากรู้สึกยังไม่พอใจ ลอง copy ตาข่ายที่เราดัดแล้วมาจัดวางซ้อนอีกกี่ชั้นก็ได้ค่ะ
เมื่อรู้เทคนิคเพิ่มเติมแล้วลองเอาไปทำเล่นกันดูนะคะ รับรองสนุก =w=+b

.

.

.

.

.

.

.

.

แถมผลจากการลองเล่นอีกภาพ
เมื่อรู้วิธีแล้ว การทำเอฟเฟคของท่า another dimension ของสง่าก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

http://i7.photobucket.com/albums/y259/Racharil/Rajaburi/aaaa.jpg

เหอๆ เผ่นดีกว่า

เอาล่ะค่ะ หลังจากนั่งบิ้วอารมณ์(อู้)มานาน ในที่สุดก็ได้ลงฮาวทูใหม่ซักที
มีคนเคยถามว่าการลงแสงเงาภาพขาวดำก่อนแล้วเติมสีโดยใช้ Layer Mode ทำยังไง
หลังจากนั่งจ้ำจี้อยู่ซักพักก็พอจะได้วิธีการออกมาแนวๆนี้ค่ะ

หนูทดลอง เอ้ย!ภาพตัวอย่างคราวนี้ คนขายยาเค่อะ



Title : Hanasu
Tablet : ACECAD 4'x 6'
Software : Adobe Photoshop CS
VGA : GE Force 4000
RAM : 512 MB

---------------------------------------------
สร้างไฟล์ใหม่ขึ้นมา โดยภาพนี้ตั้งให้เป็นขนาด A4 ความละเอียด 300 dpi โหมด Grayscale
แล้วเทสีเทากลางๆลงไปเพื่อเป็นน้ำหนักกลางของทั้งภาพ เปรียบกับงานแฮนด์แมดก็เหมือนกับการวาดลงกระดาษเทาค่ะ
เติมความเข้มด้วยEE เพิ่มความสว่างด้วยดินสอขาว จนภาพดูมีมิติ ในที่นี้ก็คือสีขาวกับสีดำ บรัชที่ใช้ไม่มีอะไรพิเศษค่ะ บรัชกลมๆโง่ๆ(ยืมคำพี่แผนมาใช้หน่อย =w=+)ปรับ Opacity ประมาณ 30-35% Flow ประมาณ 80-95%
ปาดๆแล้วก็เกลี่ยๆบางส่วนโดยใช้ Eye Dropper ช่วยในการดูดสี
ขอข้ามขั้นตอนการทำภาพขาวดำแบบละเอียดนะคะ เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ใช้ความเข้าใจเรื่องแสงเงากันล้วนๆค่ะ


เมื่อทำตามวิธีด้านบนแล้ว ก็จะได้ภาพขาวดำที่พร้อมเอาไปลงสีแล้วค่ะ
คราวนี้มาทำความรู้จักกับพระ-นางของเรากันก่อนดีกว่า
Layer Mode กับ Layer Style ค่ะ



นึกไม่ออก บอกไม่ถูก ก็ยกมาให้ดูกันเลยเค่อะว่าเจ้าสองตัวนี้มันอยู่ตรงไหน
Layer Mode คือส่วนที่ตีกรอบไว้ด้านบน(ส่วนที่เป็นคำว่า Normal)และ Layer Style คือในกรอบสี่เหลี่ยมด้านล่าง
งานคราวนี้ แถบปรับ Opacity กับ Flow ของเลเยอร์เองก็มีความสำคัญเช่นกันค่ะ



เมื่อกดลูกศรตรงเลเยอร์โหมดลงมา เราก็จะพบกับสารพัดโหมด
ที่บางคนอาจบ่นว่ามันจะเยอะเหวไปไหน แล้วตรูจะไปเลือกใช้อันไหนดีล่ะ(โว้ย)
ใจเย็นโยม เขาได้แบ่งประเภทไว้ให้เราเรียบร้อยแล้วค่ะ โดยแบ่งเป็นดังนี้

Normal/Dislove
โหมดนี้สีทึบค่ะ ลงไปจะมองไม่เห็นเลเยอร์ด้านล่าง

Darken/Multiply/Color Burn/Linear Burn
เป็นโหมดที่ทำให้ภาพมีสีเข้มขึ้นหรือมืดลง

Lighten/Screen/Color Dodge/Linear Dodge
เป็นโหมดที่ทำให้ภาพสว่างขึ้น

Overlay/Soft Light/Hard Light/Vivid Light/Linear Light/Pin Light/Hard Mix
เป็นโหมดที่ทำให้ภาพสว่างขึ้นเช่นกัน แต่ในขณะเดียวกันจะเพิ่มความสดของสีไปด้วย

Difference/Exclusion
เป็นโหมดที่ลงแล้วกลับสีของภาพให้กลายเป็นสีตรงข้าม

Hue/Satulation/Color/Luminosity
เป็นโหมดเกี่ยวกับการเปลี่ยนสีและความสดของสี



ส่วน Layer Style เราเองก็ใช้ยังไม่หมดค่ะ
แต่ที่สำคัญและใช้บ่อยที่สุดคือ Outer Glow เป็นการทำให้เลเยอร์ที่เราเลือกนั้นมีสีฟุ้งออกมาโดยรอบ



เมื่อกดแล้วจะขึ้นหน้าต่างให้เราปรับค่าแบบนี้ค่ะ

Blend Mode : เหมือน Layer Mode ค่ะ
Opacity : ความโปร่ง-ทึบของ Outer Glow
Noise : ความหยาบ เหมือน Dislove แต่ปรับได้ละเอียดกว่า
Spread : ความคมชัดของขอบสีที่แผ่ออกมา
Size : ขนาดของสีที่แผ่ออกมา
Contour : รูปแบบของการจาง ลองไปเล่นดูค่ะ
Range : ความฟุ้งกระจายของสี
Jilter : ไม่รู้จะมีไว้ทำไม ปรับยังไงก็ไม่เห็นจะัมีอะไรเปลี่ยน ฮ่วย

จบการแนะนำพระ-นางอันยืดยาว เรามาเริ่มทำกันเลยดีกว่า



ก่อนอื่นเลย สร้างเลเยอร์ใหม่ขึ้นมาในโหมด Color
การใช้สีในโหมด Color นั้นยากกว่าโหมด Normal นิดหน่อยค่ะ(แต่เนื่องจากความไม่ชินมากกว่า)
คือทุกคนต้องไม่ลืมว่า เราได้กำหนดน้ำหนักเข้ม-อ่อนของภาพไว้แล้ว
โหมด Color ที่มีหน้าที่เพียงแค่การเติมสี จะมีเพียงการกำหนดสีว่าจะสด-หม่นเท่านั้นค่ะ

อย่างเช่นเราเลือกสีชมพูอ่อนๆในโหมด Normal เราก็จะได้เป็นสีชมพูอ่อนนั้น
แต่โหมด Color สิ่งที่เราจะได้ก็คือ สีชมพูหม่นเทาค่ะ
เนื่องจากยิ่งสีอ่อนใกล้สีขาวมากเท่าไหร่ ความสดของสียิ่งลดลงไปใกล้สีเทาเท่านั้น(ยิ่งสีเข้มใกล้สีดำก็จะยิ่งเข้าใกล้สีเทาด้วยเช่นกัน)
สิ่งที่กำหนดความสว่างของสี คือแสงเงาที่เราลงไว้ก่อนหน้านี้้ค่ะ

อธิบายละเอียดมากจะพางงกันทั้งคนอ่านและคนเขียน
เอาเป็นว่าคร่าวๆเกี่ยวกับ Color แค่นี้ละกันค่ะ

แล้วเราก็ลงสีรวมๆของงานกัน โดยใช้บรัชกลมๆคมๆโง่ๆ
Opacity ประมาณ 30 Flow ประมาณ 80
ยังไม่ต้องนึกถึงความสวยในขั้นนี้ค่ะ เป็นการกำหนดสีหลักให้กับแต่ละส่วนเท่านั้น



เพื่อให้ผิวดูเป็นผิว เราใช้บรัชฟุ้งเติมสีส้มแดงเข้าไปในส่วนที่เป็นเงาค่ะ



ที่นี้เพื่อไม่ให้งานน่าเบื่อ เราจะแทรกสีบรรยากาศเข้าไปในตัวละครด้วยค่ะ(สังเกตที่แขนเสื้อ)
ง่ายๆโดยการใช้ Eye Dropper ดูดสีจากพื้นที่ข้างเคียง แล้วระบายเข้ามาในตัวละคร
โดยใช้บรัชขอบฟุ้งปรับ Opacity ต่ำๆค่ะ



คราวนี้ว่าด้วยเรื่องสีสะท้อนค่ะ วัตถุอยู่ใกล้กันย่อมสะท้อนสีใส่ซึ่งกันและกัน
ใช้สีเขียวจากเสื้อมาระบายส่วนที่เป็นเงามืดของดาบ
และระบายสีม่วงแดงของดาบลงบนส่วนที่เป็นเงามืดของเสื้อค่ะ



ปรับความสด-หม่นของสีไป เพิ่มรายละเอียดลงไป ที่นี้เราก็ได้โครงสีรวมๆของภาพแล้วค่ะ



ไม่ใช่แค่สีของเงาที่สำคัญ แต่สีของแสงก็สำคัญเช่นเดียวกันค่ะ
โดยเฉพาะกับวัตถุมันวาว แสงและเงาจะตัดกันอย่างชัดเจน
เราเพิ่มสีเหลืองเข้าไปเพื่อให้ดูแล้วเงาวาวสะท้อนแสง+สีขึ้นค่ะ



ส่วนไหนที่สีเลยเข้ามาให้เก็บให้เรียบร้อยค่ะ เก็บรายละเอียดของสีในแต่ละจุด
เมื่อเพิ่มความชัดเจนของสีจนเป็นที่พอใจแล้ว เราก็จะมาใช้งานให้โหมดอื่นกันบ้าง



เปิดเลเยอร์ใหม่ในโหมด Overlay ใครบ่นว่าโหมด Color สีหม่นไม่สะใจจอร์จ
คราวนี้เราจะใช้ Overlay เร่งทั้งความสดและความสว่างเลยค่ะ
โดยใช้บรัชฟุ้่ง Opacity กับ Flow ต่ำๆ

ใช้สีส้มระบาย เนื่องจากที่เราต้องการก็คือสีบรรยากาศออกโทนส้มคล้ายช่วงอาทิตย์ตกดิน
ส่วนไหนที่โดนแสงเต็มๆ ก็จะสาด Overlay มากเป็นพิเศษค่ะ



ประโยชน์ของ Overlay ไม่ได้มีแค่การเพิ่มสีในบรรยากาศเท่านั้น
แต่ยังสามมารถค่อยๆเพิ่มความสดสว่างของจุดเล็กๆน้อยๆอย่างเช่นเส้นผมและใบหน้า
ได้ง่ายและพริ้วกว่าการใช้ Dodge Tool เป็นไหนๆ

เนื่องจากสามารถควบคุมได้ทั้ง Opacity ทั้ง Flow ได้
ในขณะที่ Dodge Tool คุมได้แค่เพียง Opacity เท่านั้น
(และแสงจะออกมาแรงมาก ไม่สามารถคุมสีได้)



เพิ่มความสว่างในส่วนที่โดนแสงของมือที่สามเขาไปด้วยสีส้มแรงๆ



Overlay นอกจากจะสามารถเพิ่มความสดสว่างเมื่อระบายสีอ่อนลงไปแล้ว
ยังสามารถเพิ่มความสดและเข้มได้ด้วยในเวลาเดียวกัน
เราใช้สีกรมท่าเพิ่มความเข้มให้กับมือ ในขณะเดียวกันก็ใช้สีขาวเพิ่มความสว่างไปด้วย



ทำแบบเดียวกันกับมือของคนขายยาค่ะ
แล้วเราจะเปลี่ยนไปใช้โหมดอื่นกันบ้าง



เปิดเลเยอร์ Color Burn ขึ้นมา เราจะนั่งเผาสีกันค่ะ
คุณสมบัติของโหมดนี้คือทำให้สีเข้มและสดขึ้นในเวลาเดียวกัน
ต่างกับOverlayที่จะออกไปทางสดขึ้นมากกว่า ส่วนเจ้านี่จะค่อนไปทางเกรียมขึ้น เอ้ย เข้มขึ้น
นำมาระบายเพื่อเพิ่มความเข้มให้กับส่วนที่เป็นเงาและอับแสงค่ะ



เปิดเลเยอร์ใหม่ไว้ใต้เลเยอร์ Overlay
กลับมาทำงานในโหมด Color กันอีกที คราวนี้เราจะวาดลายเสื้อกันค่ะ
ให้วาดลายเสื้อตามแบบโดยใช้สีหลักๆก่อน
บางจุดลายจะคมหรือสดเกินไปให้ใช้ยางลบตั้งค่าต่ำๆลบออกค่ะ



เปิดโหมด Normal เหนือเลเยอร์ลายเสื้อ
แล้วแต่งเพิ่มเติมในส่วนที่โหมด Color ทำไม่ได้ค่ะ
(เช่นความสดของสีเหลือง และลายสีขาว)



เปิดเลเยอร์ Multiply ขึ้นมาเหนือเลเยอร์ Normal ที่แต่งลายเสื้อค่ะ
Multiply จะเป็นการทำให้มืดลงในลักษณะคล้ายๆ Normal แต่ Multiply
จะโปร่งใสกว่า Normal และ Darken
Multiply เพิ่มความเข้มเท่านั้น ไม่ได้เพิ่มความสดอย่าง Color Burn

ปาดลงไปเพื่อเน้นเงาบางช่วงให้เข้มขึ้นค่ะ ถ้าเห็นว่าบางจุดแรงไปใช้ยางลบค่อยๆถูออกได้



หยุดการทำงานกับตัวคนขายยาไว้เพียงเท่านี้ จัดการเก็บเลเยอร์เข้าเลเยอร์เซ็ตซะ
โดยการกดรูปแฟ้มตรงด้านล่างหน้าต่างเลเยอร์ แล้วจะปรากฎเลเยอร์ใหม่เป็นรูปแฟ้มที่มีชื่อว่า Set1 ขึ้นมา
ให้ลากเลเยอร์งานของเราไปไว้ในแฟ้มค่ะ เวลาทำงานจะทำให้เราสามารถหดเลเยอร์เหล่านั้นไว้ในแฟ้มได้ดังรูป
เป็นการประหยัดเนื้อที่หน้าต่างเลเยอร์และป้องกันความสับสนเวลาทำงานหลายเลเยอร์ได้ค่ะ

คราวนี้เปิดเลเยอร์โหมด Normal ขึ้นมาไว้บนสุดเลยค่ะ เราจะมาลงมือทำฉากหลังกัน



คิดไว้ว่าจะวาดเป็นเกล็ดงู หรืออะไรซักอย่างที่พอจะเป็นลวดลายได้
ก็ขึ้นโครงแล้ววาดขึ้นมาเป็นตัวงูและเกล็ดด้วยสีส้มอ่อนๆก่อน



เพิ่มความสว่างไปเรื่อยๆจนถึงสีเกลือง ลองเปลี่ยนเลเยอร์เป็น Overlay ดู



เพิ่มอีกมาุมด้วยลายดอกไม้
ที่แอบลายไทยเพราะนึกลายยุ่นไม่ออก กร๊ากก



เห็นทีว่าแสงแค่นี้จะไม่พอ เปิดเลเยอร์ Overlay
ขึ้นมาใหม่ แล้วสาดแสงทองเพิ่มเลยเค่อะ



ภาพยังดูธรรมดาไป

เปิด Overlay ขึ้นมาอีกชั้นนึงแล้ววาดเป็นเส้นขึ้นมา
ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมให้ภาพดูน่าสนใจขึ้นแล้ว
ยังใช้เป็นเส้นนำสายตาและสร้างความเคลื่อนไหวไปในตัวด้วย

คราวนี้ใช้ Layer Style ด้วยค่ะ โดยเลือกใช้ Outer Glow



ตั้งค่า Outer Glow ประมาณนี้



เปิดเลเยอร์ Overlay ขึ้นมา แล้วใช้บรัชหัวหยาบๆมาจิ้มๆให้เกิดเป็นเท็กเจอร์ขึ้นมาค่ะ
โดย Overlay อันนั้นปรับให้ Opacity เหลือซัก50-60
เพื่อไม่ให้คุณสมบัติของ Overlay แรงเกินไปจนทำให้ภาพเสีย
ถ้าต้องการเน้นเท็กเจอร์ที่จุดใด ก็ให้เปิดเลเยอร์ Overlay ซ้อนขึ้นมาอีกชั้นแล้วแต้มเพิ่มเข้าไปค่ะ



ความน่าสนใจของภาพยังไม่เป็นที่พอใจ(โอย ตรูช่างเรื่องมาก)
อีกไม้ตายพิชิตมาร Gradient Tool ค่ะ ใช้เป็นแบบไล่สี Foreground แล้วค่อยๆจาง
อันนี้ใช้เป็นสีฟ้า เลเยอร์โหมด Soft Light Opacity 40% ตรงมุมล่างด้านขวา



.......มันยังไม่ถูกใจค่ะจอร์จ
ไปที่ Image>Adjustment>Hue/Saturation
เพื่อปรับเปลี่ยนสีค่ะ และแล้วสุดท้ายก็มาลงเอยที่สีแดง



ใช้โหมด Normal แต่งปอยผมเพิ่ม



แต่งไฮไลท์เพิ่ม เป็นอันจบพิธีค่ะ

---------------------------------------------------

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับทุกคนไม่มากก็น้อยค่ะ
สงสัยอะไรตรงไหนถามได้นะคะ จะพยายามตอบให้เคลียร์ค่ะ

สำหรับใครที่ต้องการภาพ Step การทำแบบใหญ่ๆ ก็กดที่ลิ้งค์ได้เลยค่ะ

http://i7.photobucket.com/albums/y259/Racharil/Rajaburi/kusuriuriwip_large1.jpg
http://i7.photobucket.com/albums/y259/Racharil/Rajaburi/kusuriuriwip_large2.jpg
http://i7.photobucket.com/albums/y259/Racharil/Rajaburi/kusuriuriwip_large3.jpg
http://i7.photobucket.com/albums/y259/Racharil/Rajaburi/kusuriuriwip_large4.jpg

--------------------------------------------------------------------------------------------------

13 ตุลา วันเกิดวินเซนต์ ยังไม่ลืมเค่อะ
แต่ตอนนี้ก็ไม่มีเวลาเลยเช่นกัน แง้ว TwT

อายุเราไม่เกี่ยง หล่อ(สวย)ซะอย่าง กร๊ากกก
ปีนี้รูป HBD แปะโป้งขอเลทนะเค๊อะพี่วิน~~